Support
kudson4u
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 04/02/2014 20:02     Forum: บทความดีๆ  >  ยิ่งลด ทำไมยิ่งอ้วน??

 

เหตุผลที่ลดเท่าไหร่น้ำหนักก็ไม่ลงสักที

 

เหตุผลที่ลดเท่าไหร่น้ำหนักก็ไม่ลงสักที

ลดอาหาร ออกกำลังกาย แต่ขึ้นตาชั่งทีไรน้ำหนักก็เท่าเดิม อยากรู้ไหมว่าทำไมกันนะ?

 

1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?

สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ

2. คุณอาจจะนอนไม่พอ

นอนดึกๆ หรือนอนน้อยๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น

3. คุณเครียดเกินไปไหม?

ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียดๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)

4. คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง

กินน้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)

5. คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?

การลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมากๆ ออกกำลังกายน้อยๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณลดน้ำหนักก็ได้

6. คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ

ถามตัวเองให้แน่ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก

7. คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ

ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ

8. น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้

น้ำหนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมากๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ

9. คุณอาจใจร้อนเกินไป

ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็นๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเอง…ไม่ต้องรีบ

10. บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)

โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมากๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือนๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูนะคะ

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 04/02/2014 19:40     Forum: บทความดีๆ  >  หิวยามดึกกินอะไรดีน๊า?

หิวยามดึก ทานอะไรดีไม่อ้วนไม่ทำลายสุขภาพ

 

หิวยามดึก ทานอะไรดีไม่อ้วนไม่ทำลายสุขภาพ

         

 อาการหิวก่อนนอนเกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะในขณะควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก หลายต่อหลายคนคงเคยมีอาการท้องร้องยามดึก หิวจนนอนไม่หลับ บางคนอดใจไม่ไหว ต้องไปหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชามใหญ่ บ้างก็ไปหาของในตู้เย็น หรือแม้แต่ลงทุนขับรถออกไปหาก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่หรือข้าวมันไก่มาทานให้หายหิว และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ลดเท่าไหร่ก็ไม่ผอมซักที

      ในความเป็นจริงเราควรรับประทานอาหารก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันน้ำหนักส่วนเกิน ป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้หลับดี เเต่ถ้าหากเกิดอาการหิวมากๆ ก่อนจะเข้านอนขึ้นมาเราก็ควรหาวิธีการบรรเทาความหิว เพื่อการนอนหลับเป็นไปได้ดีขึ้น

วิธีการบรรเทาความหิวยามดึก

การแปรงฟัน

พูดแบบนี้อาจจะดูแปลกๆ แต่การแปรงฟันเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คุณไม่อยากทานอะไรตอนกลางคืนแล้ว กลิ่นมินต์ หรือรสซ่าๆ จะทำให้คุณรู้สึกว่าปากสะอาดและไม่อยากหยิบอะไรเข้าปากอีก เพราะฉะนั้น ใครที่หิวดึกๆ แทนที่จะลุกไปเปิดตู้เย็นหาของเข้าปาก ก็เดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันก็ช่วยบรรเทาความอยากได้

ปิดทีวี

หลายคนนั่งดูทีวีเพลินๆ มีหรือที่มือจะไม่คว้าขนมอะไรสักอย่างเข้าปาก บางคนก็ติดเป็นนิสัยไปแล้วที่ต้องกินไปนั่งดูโทรทัศน์ไป เพราะฉะนั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงก็คือปิดทีวี หรือเปิดทีวีไว้ก็ได้ แต่เปลี่ยนนิสัยให้เป็นการออกกำลังกายหน้าทีวี แทนที่จะนั่งไปหม่ำไอศกรีม หรือเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรุบกรอบหน้าจอ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ปิดทีวีไปเลยดีกว่า

ลองดื่มน้ำ

บางทีความหิวหรืออยากรับประทานอาหารของเราอาจเกิดจากร่างกายของเราขาดน้ำหรือเสียน้ำมากเกินไปก็เป็นได้เพราะฉะนั้น ก่อนจะหันไปคว้าอะไรมาทาน ให้ลองดื่มน้ำดูก่อน เพราะถ้าร่างกายเราขาดน้ำจริงๆ น้ำจะช่วยทำให้เราหายหิวได้บ้างแล้ว ควรเลือกดื่มน้ำเปล่า ห้ามดื่มพวกกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนอย่างเด็ดขาด

 

 

เมนูก่อนนอน เเนะนำสำหรับคนควบคุมน้ำหนัก

น้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้ที่มีขายทั่วไปในตลาดโต้รุ่ง เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับบรรเทาความหิวยามกลางคืน นอกจากจะอุ่นท้องแล้ว ยังมีกรดอะมิโนทริปโตฟานที่ช่วยให้คุณหลับสบายอีกด้วย ควรเลือกดื่มแบบที่ไม่เติมน้ำตาลและธัญพืชอะไรเลย ระบบย่อยจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมากนัก แต่หากติดหวานก็พออนุโลมให้ใส่น้ำตาลได้ 1 ช้อนชา

ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารมากมายทั้งวิตามินเอ บี ซี และอื่นๆ แต่ก็มีน้ำตาลสูงเช่นกัน เวลากินต้องกินทั้งผลเท่านั้น ไม่ควรดื่มเฉพาะน้ำส้มคั้น เพราะจะให้น้ำตาลในปริมาณเกินพอดี หากคุณกินแล้วต้องกลับไปทำงานต่อ รสเปรี้ยวๆ หน่อยของส้มจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น

แอปเปิ้ล

ถ้าเป็นแอปเปิ้ลเขียวก็ดี แต่ถ้าไม่มี แอปเปิ้ลแดงก็ได้ เพราะผลไม้ชนิดนี้มีใยอาหารสูง ทำให้คุณอิ่มท้อง แต่มีแคลอรี่ค่อนข้างต่ำ ลูกขนาดประมาณหนึ่งกำมือให้พลังงานไม่ถึง 60 แคลอรี่เท่านั้น

โยเกิร์ตไขมันต่ำ

เป็นมื้อดึกที่พอนุโลมได้ เเต่ควรเลือกที่เป็นเเบบรสธรรมชาติ เพื่อป้องกันปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไป เพราะในช่วงเวลาคับขันแบบนี้ ควรจะเป็นอาหารเบาๆ ในปริมาณไม่มาก ไม่มีแป้ง และไขมันสูงจะดีที่สุด

          หากพลาดท่าเสียทีให้กับความหิวตอนดึกๆ อยู่บ่อยๆ แล้วกลัวว่าพฤติกรรมนี้จะมีผลต่อแผนลดน้ำหนักของคุณ คงต้องปฏิวัติตัวเองใหม่ในครั้งหน้า ด้วยการเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมแล้วเพราะยิ่งนอนดึกเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสที่จะหิวได้มากขึ้นกว่าในช่วงเวลาปกติ แต่ถ้าเรานอนเร็วขึ้น เราก็จะไม่ต้องหิวตอนดึกๆอีก

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 02/02/2014 11:31     Forum: บทความดีๆ  >  ความดันต่ำ ประมาทไม่ได้

มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดี

  

          เป็นที่ทราบกันว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให้ความสำคัญทว่าภัยของโรคความดันโลหิตต่ำนั้นคนทั่วไปมักไม่รู้เท่าทัน เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอาหารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง่วงซึม เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไปกว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนคิดว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศกำลังพอเหมาะแต่ตนเองกลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกลับไม่พบความผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจวัดความดันโลหิตเพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำ

 

 

    

      อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ

 

          โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ต่ำกว่า 100/70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตต่ำ

 

          ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้าง...

 

          ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉียลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮาบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลักๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหายถึงความดันโลหิตต่ำชนิดเรื้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้

 

          1.ความดันโลหิตต่ำที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ: ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อนแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้น

 

          2.ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนท่าทางจากการนอนมาเป็นการนั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนานๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ

 

          3.ความดันโลหิตต่ำจากการใช้ยา หรือการเจ็บป่วยของร่างกาย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใช้ยาความดันมากเกินขนาด เพื่อให้ความดันโลหิตต่ำลงโดยเร็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัสสาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไปทำให้ความดันในช่องท้องลดต่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก

 

          โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร

 

          ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบางรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ

 

          อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไม่อาจมองข้ามได้

 

          คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าความดันโลหิตและไขมันในเลือดนั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำยิ่งดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำกัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมทั้งเกิดการคั่วของคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมและที่สำคัญคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืม สมองล้า ไม่มีสมาธิ ฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุหรือเป็นตัวเร่งอาการให้หนักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย

 

          การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร...

 

          การแพทย์จีนได้จัดโรคความดันโลหิตต่ำอยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการพร่องลงของพลังซี่และเลือดในร่างกายหรือที่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งและให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเคลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลังชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือความสัมพันธ์ของหยิน-หยางในระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอง

 

          -เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกระบวนการเกิดและการสร้างเลือดต้องอาศัยพลังชี่และการเคลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพลังชี่ไปสู่ทุกๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่องมักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เสมอ

 

          -พลังชี่ผลักดันการไหวเวียนของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอาศัยแรงผลักดันจากพลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่างๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

 

          การแพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อบำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ อาการต่างๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที่สุด

 

          วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ

 

          1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตในร่างกาย

 

          2.พักผ่อนให้เพียงพอ:  ความเหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำงานเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป

 

          3.หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลงโดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยองๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้นมาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น

 

          4.ใส่ใจสภาพแวดล้อมและการแต่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเกินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูงหรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไปกดทับหลอดเลือดแดงบริเวณต้นคอ ส่งผลให้ความดันต่ำลงจนหน้ามืดเป็นลมได้

 

          5.เพิ่มสารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอจะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใกล้ระดับปกติมากยิ่งขึ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไปได้

 

          6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น

 

          7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายทำให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งยังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ดีขึ้น

 

          8.เลือกประเภทการออกกำลังอย่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องยืนนานๆ หรือเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก่อนการออกกำลังควรตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางที่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะนำของแพทย์และครูผู้เชี่ยวชาญ

 

          9.ใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงไปอีก

 ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การทานสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นพลังงานในเซลล์ อย่าง CoQ10 สามารถช่วยร่างกายปรับระดับความดันสู่ปกติได้ 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 18/01/2014 22:12     Forum: บทความดีๆ  >  มารู้จัก "ไขมัน" กำจัดยังไงดี

        มีความเชื่อผิดๆว่า กินให้น้อยเข้าไว้ถึงจะดี และเกือบทั้งหมด ลดการทานอาหารมากจนเกินไป บางคนก็ทานเท่าแมวดม ที่หนักเลยก็คือคนที่ทานจำกัด 500 kcal ต่อวัน ทั้งๆ ที่ร่างกายตัวเองนั้น ต้องการพลังงานในอาหารมากกว่า 500 kcal  (ผู้ชายเฉลี่ย 2000 kcal และ ผู้หญิง 1600 kcal) หรือพวกสูตร 10 วัน 10 กก.นี่ตัวดีเลย เพราะไขมัน 1 กก. ให้พลังงาน 7700 แคลอรี สามารถใช้เป็นพลังงานได้ 4 วัน ถ้าหากอดอาหารเลย 1 เดือน ร่างกายก็จะใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ 7 กก. แต่ถ้าทานอาหารแค่แมวดม แล้วนน.ตัวลดลงเยอะ บอกเลยว่า ร่างกายคุณกำลังเสียมวลกล้ามเนื้อ แถมอัตราการเผาผลาญพลังงานก็ลดลงด้วยอีกด้วย และผลที่ตามมาก็คือน้ำหนักตัวจะลงเร็วมากในช่วงแรก  ต่อมาก็น้ำหนักก็เริ่มนิ่งและอยู่ตัว แต่ข่าวร้ายคือ คุณรู้หรือไม่ว่าน้ำหนักที่หายไปนั้น กลับไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นกล้ามเนื้อแทน แถมได้โยโย่เอฟเฟคมาเป็นของแถมอีก

 


มือใหม่มักหาข้ออ้าง

มือใหม่หลายคนมักมีข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงตารางชีวิตของตัวเอง หลายๆคนก็มักจะอ้างว่า “ไม่มีเวลา ด้วยภาระการทำงาน และสิ่งต่างๆ มากมายต้องทำไม่มีเวลามาออกกำลังกายหรอก” ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะแต่ละคนก็ทำงานไม่เหมือนกัน แต่ฉันก็อยากที่จะหุ่นดีนะ แล้วจะทำยังไงดี  งั้นถ้าอยากจะไดเอตเองโดยที่ไม่อยากศึกษาข้อมูลอะไรมากนัก ไม่ต้องไปชั่งตวงวัดอาหาร  แนะนำเทคนิคง่ายๆ อย่างนี้

  1. เลือกอ้างโน่นอ้างนี้แล้วลงมือทำ ทำให้เต็มที่เท่าที่ร่างกายทำไหว ยังไม่จำเป็นต้องผลักดันให้เครียดจนเกินไป
  2. เน้นออกกำลังแบบใช้ไขมันตอนเช้า เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือ เต้นแอโรบิค ครั้งละ 45-60 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเมื่อตื่นนอนแล้ว ดื่มน้ำซัก 1-2 แก้ว แล้วก็ไปออกกำลังกายเลย  งดทานพวกแป้ง กล้วย ขนมปัง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพราะร่างกายจะใช้อาหารพวกนี้ไปเป็นพลังงานแทนไขมันได้
  3. เดือนแรกอย่าพึ่งลดอาหารที่ทาน แนะนำให้ทานตามปกติไปก่อน เพราะร่างกายอยู่ในช่วงปรับตัว และหัดใช้ไขมันเป็นพลังงานมากขึ้นเดือนต่อมา ทานอาหารแค่ 3/4 ของที่ทานตามปกติ และลดได้เต็มที่คือ ทานแค่ครึ่งเดียว  และควรกลับมาทานอาหารตามปกติสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน
  4. ถ้าทานอาหารตามสั่ง บอกแม่ครัวไปเลยว่า น้ำมันน้อย หรือ ใช้น้ำมันไม่เกิน 1 ช้อน แรกๆ อาจจะแปลกๆ หน่อย ถ้าแม่ครัวทำหน้าแปลกใจก็บอกไปเลยว่า กำลังคุมน้ำหนักตัว สำหรับผู้หญิงทานน้ำมันพืชไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผู้ชายทานไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ
  5. ถ้าเป็นไปได้ เปลี่ยนมาทานข้าวกล้องดีกว่าข้าวขาว
  6. อย่าให้ร่างกายขาดโปรตีน ทุกมื้อควรทานเนื้อสัตว์ด้วย โดยผู้หญิงทานให้ได้มื้อละ 100 กรัม (เนื้อสัตว์ 100 กรัม กะด้วยสายตาจะมีขนาดเท่า1สำรับไพ่) ส่วนผู้ชายทาน 150-200 กรัม ในจุดนี้คุณอาจจะต้องเข้าห้างเล็กๆ ที่มีเนื้อสัตว์ขาย แล้วก็ซื้อเอามาต้มและพกไปด้วยก็ได้
  7. เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทราย ซูโครส และ ฟรุกโตส โดยเฉพาะน้ำอัดลม และชาเขียวเครื่องดื่มพวกนี้ตัวทำให้อ้วนดีๆ นี่เอง
  8. อย่าไปสนใจตัวเลขบนตาชั่งให้มากนัก เพราะน้ำหนักตัวของเราก็ขึ้นลงวันละ 2-3 กก.อยู่แล้ว
    ให้ดูที่ความหนาของหนังบริเวณพุง ลองดึงออกมาแล้วก็บีบดูว่ามีความหนาเท่าไหร่ ความหนาลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงก็หมายความว่าร่างกายเอาไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้มาก เพราะไขมันจะสะสมที่ใต้ผิวหนัง และเยอะที่สุดก็ตรงพุงของเรานี่แหละ

ลองเอาไปดัดแปลงทำตามความเหมาะสมดีกว่าไม่ทำไรเลย และปล่อยให้อ้วน “จงทำเถิดจะเกิดผล”

 

นวัตกรรมใหม่ ลดพุง ไม่เหี่ยว ไม่โทรมด้วยคอลลาเจน

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 18/01/2014 21:59     Forum: บทความดีๆ  >  กระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย ทำได้หรือ

               ร่างกายใช้พลังงานอยู่แล้วตลอดวันไม่ว่าจะเป็นการนั่งโต๊ะทำงาน การนั่งรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั้งในขณะนอนหลับ เหนือสิ่งอื่นใดก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่าจะเพิ่มการเผาผลาญได้อย่างไรนั้นเราควรจะต้องศีกษาและเข้าใจระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate  หรือ BMR RMR ) เสียก่อน

ก่อนอื่น Metabolic หรือ Metabolism คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. กระบวนการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เช่น สังเคราะห์เอากรดอะมิโนกับกลูโคส จากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์นี้เรียกว่า ปฎิกิริยาอะนาบอลิก โดยมีจะมีการสร้างโมเลกุลใหญ่ๆ ขึ้นมา เช่น โปรตีนกับไกลโคเจน แล้วนำไปเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อต่างๆ (เก็บสำรองไว้)
  2. กระบวนการสลาย คือการสลายโมเลกุลใหญ่ในข้อ 1 ที่เก็บสำรองไว้นั้น ให้ไปเป็นโมเลกุลเล็ก เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที พลังงานที่ว่านี้ก็คือเรี่ยวแรงที่นำไปใช้ในการออกกำลังกาย ยืน เดิน นั่ง ต่างๆนั่นเอง หมายความว่า มีการสำรองไว้ตามข้อ 1 ก่อน จากนั้นเมื่อไรที่ร่างกายต้องการใช้ ก็จะเข้าสู่ข้อ 2. คือสลายของที่ได้จากข้อ 1. เพื่อนำมาเป็นพลังงาน

Basal Metabolic Rate  หรือ BMR หรือ RMR ก็คือ เป็นตัวเลขของพลังงานที่เราจะเผาผลาญ แม้คุณจะนอนอยู่บนเตียงนิ่งๆ ตลอดวัน เป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นคนอ้วนยากหรือง่ายขนาดไหน และเป็นตัวแปรตัวสำคัญในการเพิ่มของน้ำหนักตัว อย่างที่เราเห็นๆ บางคนที่โชคดีถึงออกกำลังกายน้อย กินได้ตามต้องการแต่ไม่อ้วนนั้น มาจากคนเหล่านั้นอาจมีระดับการเผาผลาญสูงที่ติดตัวมาตามธรรมชาติ จึงทำให้ร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าคนทั่วไปในการใช้ชีวิตปรกติ  เเต่สำหรับคนที่ไม่โชคดีหล่ะ เราจำเป็นจะต้องมองหาวิธีการเพิ่มระดับการเผาผลาญให้กับร่างกาย เพื่อเป้าหมายในการลดน้ำหนัก หรือเพื่อรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งเเรงไว้ โดยจะมีวิธีการดังนี้

เพิ่มการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย

         วิธีการที่ชัดเจนเเละเห็นผลได้ในการเพิ่มระดับการเผาผลาญของร่างกายคือการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายเเบบคาร์ดิโอ (เดิน วิ่ง เต้น กระโด่ด) เพิื่อช่วยในการเผาผลาญไขมัน และ การออกกำลังกายเเบบเวทเทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายเเบบใช้แรงต้าน เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และนี่จะเป็นตัวที่กระตุ้นระดับการเผาผลาญพลังงานของเรา

        การออกกำลังกายเเบบแอโรบิก(Aerobic)หรือการคาร์ดิโอ สามารถทำได้จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดิน , วิ่งบนลู่วิ่ง การเล่นกีฬาต่างๆ หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจเต้นต่อเนื่องกัน 30 นาทีต่อวัน ส่วนการออกกำลังกายเเบบแรงต้าน หรือเวทเทรนนิ่ง จะต้องมีการวางแผนการเล่น อาจเป็นการเล่นในวันที่ไม่ได้คาร์ดิโอก็ได้ หรือจะเล่นก่อนคาร์ดิโอก็ได้ การเล่นก็สามารถวางแผนให้ออกกำลังเเต่ละส่วนของกล้ามเนื้อในร่างกายกระจายกันไป

สำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นเเบบเเรงต้าน (เวทเทรนนิ่ง)

  • หาคนช่วย
    สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ควรได้รับการเเนะนำการใช้เครื่องมือ เเละลักษณะท่าทางการเล่นที่ถูกต้องจากผู้เชียวชาญเสียก่อน ซึ่งตามสถานที่ออกกำลังกายมักมีบริการผู้ให้คำเเนะนำอยู่เเล้ว หรือถ้าหากคุณเล่นเองที่บ้าน แนะนำให้ศึกษาหาข้อมูล และดูวิดีโอการสอนสำหรับผู้เริ่มต้นเสียก่อน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเพื่อให้การเล่นได้ผลตรงจุด
  • เริ่มจากหนักน้อยๆ
    เป้าหมายของการใช้เเรงต้านส่งผลโดยตรงสู่กล้ามเนื้อ ไม่ควรทำให้ฉีกขาด ดังนั้น ควรเริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ ที่เราสามารถยกได้อย่างสบายๆ ก่อน เพื่อป้องการอาการบาดเจ็บและสามารถเพิ่มน้ำหนักขึ้นได้เล็กน้อย ถ้ารู้สึกว่าเบาเกินไป ทำท่าละ 12 ครั้ง 3-4 เซท โดยท่าที่ทำจะต้องสมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเล่นน้ำหนักเยอะๆเพื่อโชว์ใคร เอาเท่าที่เรายกได้แบบเน้นๆ พอ
  • ไปอย่างช้าๆ
    การยกน้ำหนักขึ้นลงแบบไวๆไม่ได้ผลกับกล้ามเนื้อมากนัก และอาจทำให้คุณบาดเจ็บได้ ใช้วิธีการยกเเบบช้าๆเน้นๆ และรู้สึกในทุกๆ การยืดและหดของกล้ามเนื้อ โดยการยกในเเต่ละครั้งให้นับ 1-5 ช้าๆ ในใจ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกบริเวณกล้ามเนื้อ รู้สึกร้อน เเต่ไม่รู้สึกเจ็บ ถ้ามีความรู้สึกเจ็บให้หยุดเล่นทันที
  • เหนื่อยนักก็พักบ้าง
    คุณควรหาเวลาพัก 1 วันในขณะการฝึกแบบแรงต้าน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพิ่มพละกำลัง เเละสร้างเสริม,ซ่อมเเซมกล้ามเนื้อให้คืนกลับมา

เพิ่มการเผาผลาญด้วยการรับประทานอาหาร

    อาหารไม่ได้เพิ่มเเต่พลังงานเพิ่งอย่างเดียวเเต่มันยังสามารถช่วยเผาผลาญได้อีกด้วยตามหลักการเเล้วการเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายได้รับผลมาจากอาหาร  เพราะในขณะที่ร่างกายเราเผาผลาญพลังงานนั้นร่างกายจะเพิ่มความร้อนขึ้น และนั้นมีผลกับการเพิ่มระดับการเผาผลาญให้ร่างกายประมาณ 5-10 % โดยมีวิธีการดังนี้

  • ทานอาหารให้ไวขึ้น
    โดยธรรมชาติแล้วร่างกายจะเผาผลาญพลังงานช้าลงในช่วงบ่ายและช่วงค่ำของวัน นั้นหมายความว่า เราควรทานอาหารให้น้อยลงในช่วงนั้น หรือพยายาม ทานอาหารมื้อเช้าให้มากขึ้นในขณะที่ลดการทานในมื้อเย็นลง
  • ถ้าจำเป็นต้องทานอาหารดึกหล่ะ
    สำหรับผู้ที่จะเป็นต้องทานมื้อดึก ด้วยปัจจัยด้านการงาน อาชีพ เวลา ต่างๆนานา ลองปรับเปลี่ยนมื้อเย็นของคุณเป็น โปรตีนไขมันต่ำ และผัก เพราะการย่อยโปรตีนส่งผลถึงอุณหภูมิในร่างกาย มากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ (เชื่อว่าร่างกายใช้พลังงานประมาณ 30% ย่อยโปรตีนเลยทีเดียว) ดังนั้น โปรตีนไขมันต่ำจะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญได้เล็กน้อย นอกจากนี้ ใยอาหารจากผัก และ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน(ข้าวแป้งไม่ขัดสี โอลวีตโฮลเกรน) ยังสามารถผลักดันให้ร่างกายทำงานมากขึ้นได้อีกด้วย แต่ก็จะไม่ได้ผลเท่ากับการทานระหว่างวัน 
  • เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
    เเหล่งคาร์โบไฮเดรตที่จะทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นคือ ข้าวแป้งที่ไม่ขัดสี ข้าวกล้อง โฮลวีต โฮลเกรนต่างๆ เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานมากในการย่อยกากใยและอาหารเหล่านี้ มากกว่าการทานแป้ง ข้าว และ ขนมปังขาว

 

 

 

 นวัตกรรมใหม่ ลดพุง ไม่เหี่ยว ไม่โทรมด้วยคอลลาเจน

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 18/01/2014 21:47     Forum: บทความดีๆ  >  "ดื่ม" ตามกรุ๊ปเลือด

มีข้อพิสูจน์ทั้งทางการแพทย์ แผนตะวันตกและตะวันออกแล้วว่า ส่วนผสมที่แตกต่างกันมีผลต่อกรุ๊ปเลือดนั้นๆ โดยตรง ซึ่งแต่ละกรุ๊ปเลือดก็มีความต้องการสารอาหารที่ต่างกัน

กรุ๊ป O

เป็นกรุ๊ปเลือดกลุ่มแรกของมนุษย์ ซึ่งยุคนั้นมนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ ร่างกายมีน้ำย่อยที่มีความเป็นกรดสูง ดังนั้น สุขภาพของคนกรุ๊ปโอ จะดีเมื่อได้รับอาหารประเภทโปรตีน ส่วนผักผลไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ แครอท สาหร่ายสด บีทรูทต้มสุก มะเขือเทศ ฟักทอง งาสองสี

กรุ๊ป A

เกิดขึ้นในยุคที่เริ่มทำเกษตรกรรม ทำให้มนุษย์กินอาหารประเภทโปรตีนลดลง คนกรุ๊ปเอจึงเหมาะกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากกว่าโปรตีน ผลไม้ที่ไปได้ดีกับเลือดกรุ๊ปนี้คือ ถั่วแดง กล้วย ฯลฯ ส่วนผสมของเครื่องดื่มสุขภาพที่เหมาะ ได้แก่ ถั่วแดงหลวง แตงโม  แคนตาลูป  ลูกพรุน  กล้วย โยเกิร์ต น้ำผึ้งและน้ำมะนาว นำมาปั่นรวมกันปรุงรสตามชอบได้

กรุ๊ป B

เป็นกรุ๊ปเลือดที่เกิดขึ้นในยุคที่การล่าสัตว์และการเพาะปลูกมีอัตราสมดุลกันมาก ขึ้น กรุ๊ปนี้จึงกินได้หลากหลายทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ผักผลไม้ที่ควรเลือกคือ ถั่วเหลือ กล้วยหอม น้ำผึ้ง  น้ำราสพ์เบอร์รี่ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

กรุ๊ป AB

จะมีข้อจำกัดในการรับประทาน และดื่มมากกว่ากรุ๊ปอื่นๆ เพราะมีกรดในกระเพาะน้อยเหมือนกรุ๊ปเอ แต่ก็ต้องการโปรตีนเหมือนคนกรุ๊ปบีส่วนผักผลไม้ที่เหมาะ ได้แก่ เสาวรส กีวี่ และแอปเปิ้ล และผลไม้กลุ่มเบอร์รี่ต่างๆ

นอกจากนี้ในวงการเเพทย์แผนไทย ได้มีการเเนะนำน้ำสมุนไพร และประยุกต์นำเอาธรรมชาติมาใช้รักษาร่างกายจากโรคภัยต่างๆ หรือการปรับสมดุลของร่างกายของธาตุทั้ง   4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ การดื่มน้ำสมุนไพรตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย สามารถกระทำได้โดยการดื่มตาม เวลาใน 1 วัน ที่ธาตุในร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไป (กาลสมุฏฐาน)โดยมีการแบ่งเวลาดังนี้

เวลา 06.00 – 10.00 น. และ 8.00 – 22.00 น.

ร่างกายมักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุง และปรับสมดุลธาตุน้ำ ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำมะนาว

เวลา 10.00 – 14.00 น. และ 22.00 – 02.00 น.

ร่างกายมักจะเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุง และปรับสมดุลธาตุไฟ ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสขม เช่น น้ำบัวบก น้ำลูกเดือย

เวลา 14.00 – 18.00 น. และ 02.00 – 06.00 น.

ร่างกายมักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุง และปรับสมดุลธาตุลม ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้

ไม่มีกำหนดช่วงเวลา

สำหรับธาตุดินนั้นการเจ็บป่วยไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่จะเกิดผลของการผิดปกติของธาตุอื่น ดังนั้นการดื่นน้ำสมุนไพร เพื่อบำรุงธาตุดินสามารถ ทำในเวลาใดก็ได้ น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุง และปรับสมดุลธาตุดิน เช่น น้ำมะพร้าว น้ำแห้ว

 

 

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 18/01/2014 19:11     Forum: บทความดีๆ  >  สิทธิพิเศษสมาชิก

 

ข้อมูลประกอบการสมัคร (ฟรีค่าสมัคร)

  1. ชื่อ นามสกุล 
  2. เลขบัตรประชาชน / เลขที่ passport
  3. วันเดือนปีเกิด
  4. ที่อยู่จัดส่งสินค้า
  5. เบอร์ติดต่อ  (จัดส่ง pin1, pin2 สำหรับเข้าระบบ)
  6. อีเมลล์ (ถ้ามี)

สมัครสมาชิกฟรี เมื่อซื้อสินค้า

 

Plan B : Monthly Bonus

 

 

 

 

 

 video บรรยาย

http://youtu.be/v5RMbVODgAQ

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 18/01/2014 18:30     Forum: บทความดีๆ  >  คุณจะอึ้งกับ สถิติ "อ้วนลงพุง" ระดับโลก

 

 
 

 

      สถิติกรมอนามัยพบว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปมีลักษณะอ้วนลงพุงร้อย­­ละ 30 หรือ 12 ล้านคน นั่นหมายความว่าคนไทย 3 คนจะพบคนอ้วนลงพุง 1 คน มีแนวโน้มจะสูงขึ้นทุกปีและส่วนใหญ่พบในเพศหญิง โดยเฉพาะคนที่เกษียณราชการแล้ว พุงที่ใหญ่ขึ้นจะก่อให้เกิดไขมันสะสมในช่อ­­งท้องปริมาณมาก เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจ 
                                              

 

 
 
         สถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่าประชากรมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินทั่วโลกตอนนี้ จำนวนมากกว่า  1,147 ล้านคน และประชากรมากกว่า 341 ล้านคนที่เป็นคนอ้วน จากประชากรทั่วโลกทั้งหมดกว่า   6,000 ล้านคน ค่าเเฉลี่ยก็คือประชากรทุก 6 คน จะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน 2 คนและมีแนวโน้มว่าประชากรทั้งสองกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว ต้องใช้เงินไปกับการดูแลรักษาคนอ้วนประมาณกว่า 163 ล้านดอลล่าร์/ปี (5 พันล้านบาท) และประชากรเองมีการใช้เงินไปกับการลดน้ำหนักปีละมากกว่า 71 ล้านดอลลาร์ (2  พันกว่าล้านบาท) 

 

         ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นบริษัทต่างๆ ทั่วโลกคิดค้นและผลิตสินค้ากลุ่มอาหารเสริม เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดน้ำหนักออกมาจำหน่ายมากมาย มีการโฆษณาผ่านสื่อทุกชนิด เพราะตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ เป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุด และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ตลาดโดยทั่วไปจะเป็นตลาดการจำหน่ายแบบ Direct sale คือการซื้อขายเกิดขึ้นโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มีข้อจำกัดคือไม่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติวงการขายขึ้นมีการนำเสนอรูปแบบการขายสินค้าต่อผู้บริโภคตรงถึงสมาชิก และสร้างการตลาดแบบเครือข่าย (MLM) มีการแบ่งผลตอบแทนเป็นเงินให้กับผู้บริโภค

 
        โดยวันนี้ บริษัท คัดสรร อินโนเทค จำกัด ร่วมกับ บริษัท อินโนว่า แล๊บโบราโทรี่ จำกัด คิดค้นและพัฒนา สินค้านวัตกรรม จากแล๊บที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองซูริค นำเข้า Blue Change คอลลาเจนสลายพุง โดยทำงานทั้งสลายไขมันสะสมที่ยากในการลดสัดส่วน นั่นคือบริเวณ หน้าท้อง หรือพุงนั่นเอง และช่วยให้กล้ามเนื้อเผาผลาญดีขึ้น และยังเสริมด้วยคอลลาเจนพรีเมี่ยม ทำให้ลดพุง และขาวใส ไม่เหี่ยว ย้อย หรือโยโย่ภายหลัง
 
 
 
 
 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 21:53     Forum: บทความดีๆ  >  "อ้วนลงพุง" ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 ความอ้วนไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นอีกต่อไปแล้ว ใครที่อ้วนลงพุงแต่ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไรคงไม่ได้แล้ว เพราะความอ้วนนำมาซึ่งโรคร้ายเรื้อรังคือ "ดัน มัน หวาน" (ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน) โรคนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Metabolic Syndrome"

เมตาบอลิก ซินโดรมคือมีความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายจากที่มีไขมันสะสมมาก มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากผนังหลอดเลือดที่อุดตัน มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายไม่สามารถจะดึงน้ำตาลในเลือดเข้าไปเก็บหรือใช้ได้ โรคนี้จะเป็นมากหรือน้อยขึ้นกับ "ขนาดของพุง" ผู้ชายที่มีขนาดของพุงเกิน 90 ซม. ผู้หญิงเกิน 80 ซม. จะมีความเสี่ยงต่อโรคนี้

 

 

ไขมันที่พุงจะสลายออกมามากขณะหลับ เลือดจะเต็มไปด้วยไขมัน ทำให้หลอดเลือดอุดตันที่หัวใจและสมอง หลายคนต้องพิการเป็นอัมพาตครึ่งซีกจากโรคนี้ ใครที่มีพุงอยู่ตอนนี้คงต้องหาวิธีลดกันแล้ว วิธีการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการลดพุง (อ้วน) คือ กินน้อยลง ใช้พลังงานมากขึ้น

 

 การลดน้ำหนักที่ดี
ต้องรักษากล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด เพราะการไม่เสียกล้ามเนื้อไประหว่างลดไขมัน ทำให้เปอร์เซ็นต์ไขมันลดลงเร็ว น้ำหนักลดลง แต่กล้ามเนื้อยังเหมือนเดิม ทำให้การเผาผลาญไม่ลดลง


      การควบคุมอาหาร ไม่ควรกินจุบจิบระหว่างวัน โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวต่างๆ หรือ ชา กาแฟที่ผสมนมข้นหวาน ที่ชอบทานหลังอาหารเที่ยงนั่นเอง


          งดกินของมึนเมา เหล้า เบียร์

ถึงแม้แอลกอฮอล์ไม่มีไขมัน แต่ให้พลังงานสูง ร่างกายจะเผาผลาญจากแอลกอฮอล์ก่อนแหล่งพลังงานอื่นๆ ดังนั้น อะไรที่กินแกล้มพร้อมกับเหล้า เบียร์ ก็ถูกเก็บสะสมที่สะโพก หน้าท้อง ขณะที่เผาแอลกอฮอล์ และกับแกล้มมักเป็นอาหารอุดมด้วยไขมัน เช่น ถั่วทอง มันฝรั่งทอด หรือขาหมูทอด โอ้ว

 สิ่งแรกที่ต้องเตรียมตัวเมือรู้ว่าคืนนี้เราจะต้องออกไปดื่ม

ข้อที่ 1 เราต้องวางแผนการกินมื้อเย็นด้วยเติมโปรตีนคือกลุ่มเนื้อสัตว์และผักที่อุดมด้วยสารอาหารเข้าไปมากๆ (สูตรนี้เหมือนกับพวกนักดื่มทั้งหลายที่บอกว่าอย่าท้องว่าง ต้องกินกับข้าวเข้าไปรองท้องก่อน ไม่งั้นเมาง่าย) ข้อที่ควรระวังมากที่สุดคือต้องไม่กินอะไรที่เป็นกลุ่มแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเลย เพราะสูตรอันตรายสุดๆ คือ แอลกอฮอล์บวกกับแป้ง เท่ากับ พุงน้อยๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

ข้อที่ 2 หากไม่อยากให้หน้าท้องที่แบนราบที่รักษาไว้ดีมาตลอดจากการบริหารร่างกาย กลายเป็นสาวหรือหนุ่มโชว์พุอย่าได้เลือกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ เพราะเป็นเรื่องที่เพิ่มแคลอรี่เข้าไปทวีคูณเมื่อน้ำตาลเจอกับแอลกอฮอล์ อย่างเช่นเครื่องดื่มยอดฮิตตัวหนึ่งคือ มาการิต้า ที่มีรสหวาน เปรี้ยวและมีเกลืออยู่รอบขอบแก้ว สามารถให้แคลอรี่คุณได้ถึง 500-600 กิโลแคลอรี่ต่อแก้ว (ก็เท่ากินข้าวมันไก่พร้อมหนังหนึ่งจาน) ทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักษาสุขภาพ คือการเลือกเหล้าที่มีส่วนผสมกับโซดาและผสมกับกลุ่มมะนาว เช่น วอดก้าโซดามะนาว น่าเป็นสูตรที่ดี

ข้อที่ 3 สำหรับคอเบียร์ที่เรารู้อยู่ว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้พุงเพิ่มสูงมาก ถึงกับมีคำภาษาอังกฤษสำหรับคำเรียกพุงย้อยๆ ว่า beer belly ทางเลือกผู้เชี่ยวชาญการดื่มแบบไร้พุง แนะนำให้ดื่มเบียร์ดำเพียง 1-2 แก้วดีกว่าเลือกที่จะดื่มไลท์เบียร์ 5-6 แก้ว (ที่คิดว่ามีแคลอรี่ต่ำกว่าเบียร์ปกติ) ข้อดีของเบียร์ดำ ทำให้เราได้วิตามินบี (ที่ดีต่อระบบประสาท) กับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าไลท์เบียร์ ถ้าดื่มแค่เบียร์ดำหนึ่งหรือสองแก้ว ก็ได้แคลอรี่เพียง 150 - 400 เท่านั้น

ข้อที่ 4 เตรียมตัวก่อนไปปาร์ตี้นอกจากเตรียมชุดสุดเท่แล้ว ต้องออกกำลังกายอย่างเข้มข้นมากกว่าปกติในช่วงเย็นเพื่อทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญมากกว่าที่เคย เพื่อรองรับปริมาณแคลอรี่ที่เพิ่มมากในงานเลี้ยงกลางคืน และถ้าทำได้ วันรุ่งขึ้นลากตัวเองกลับมาออกกำลังตามปกติ แม้จะรู้สึกล้ากว่าเคย ก็ควรทำ แต่ไม่ได้เน้นที่ทำให้ร่างกายฟิต แต่เพื่อให้ร่างกายได้ขยับออกเหงื่อ กระตุ้นการทำงานการเผาผลาญ

ข้อที่ 5 หลีกเลี่ยงข้าวต้มมื้อดึก เรื่องนี้เป็นสาเหตุใหญ่อีกหนึ่งประการที่เพิ่มพุงได้มากสำหรับผู้ที่ชอบท่องราตรี การกินมื้อดึกก็ว่าแย่แล้ว และยิ่งกินต่อจากการเติมแอลกอฮอล์เข้าไปทำให้ร่างกายได้แคลอรี่เกินความจำเป็น ทางเลี่ยงคือไม่ไปต่อ กลับบ้านทันที ถ้าเป็นพวกท้องร้องแล้วนอนหลับไม่ได้ ให้เลือกกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ทางเลือกที่ดีมากคือปลาทูน่ากระป๋อง หรือกินผักสดทดแทน ซึ่งไม่ใช่พิซซ่า ขนมปังขาวทาแยมหรือไอศกรีมเย็นๆ หรืออะไรที่อุดมไปด้วยแป้ง

ข้อที่ 6 สังคมจัดอย่าดื่มเกิน 2 วันต่ออาทิตย์ เพราะถ้าเกินกว่านั้นการที่จะรักษาสภาพหุ่นสวยหุ่นดี มักจะเอาไม่อยู่ แต่ถ้าคุณเป็นพวกเด็กดี ไม่ค่อยได้ออกไปดื่มกับเพื่อน การดื่มวันละ 1-2 แก้วในมื้ออาหารก็ไม่ทำให้จำนวนแคลอรี่เกินกว่าควบคุมได้

นวัตกรรมใหม่ ลดพุง ไม่เหี่ยว ไม่โทรมด้วยคอลลาเจน

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 21:00     Forum: บทความดีๆ  >  "ถั่วขาว" ตัวช่วยลดน้ำหนักแสนมหัศจรรย์

 

 

 ถั่วขาวเป็นพืชในตระกูลถั่วที่มีคุณประโยชน์มากมายในตัวมันเอง เพราะให้สารอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และมีใยอาหารสูง ขณะเดียวกันในถั่วขาวก็มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว คือ มีสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อะไมเลส ที่ใช้ย่อยอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นน้ำตาลที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้
    
หลายคนอาจจะเคยเข้าใจผิดคิดว่า ไขมันเป็นสาเหตุหลักของการมีน้ำหนักเกินหรือความอ้วน แต่ความจริงแล้วอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่เราทานเป็นอาหารหลักอยู่ทุกมื้อหรืออาหารมื้อย่อยๆ ที่เราชอบทานกันเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะมาในรูปของข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว มะกะโรนี หรือผัดไทย ซึ่งเป็นอาหารที่เรามักลืมไปว่าเป็นเมนูที่ค่อนข้างหนักทั้งแป้งและไขมัน  ก็เป็นสาเหตุสำคัญของความอ้วนเช่นกัน ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักอีกทางหนึ่งคือ การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินมากเกินความต้องการไปนั่นเอง
    
แล้วสารสกัดจากถั่วขาวจะสามารถจัดการกับคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไปได้อย่างไร?
    
ด้วยคุณสมบัติพิเศษของถั่วขาวที่สามารถ ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อะไมเลส จึงไม่สามารถย่อยแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปให้เป็นน้ำตาลได้ ร่างกายจึงได้รับพลังงานจากแป้งได้น้อยลง จึงไม่มีพลังงานส่วนเกินที่จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ได้ ในทางกลับกันเมื่อร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมาใช้ นอกจากนี้แป้งที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารก็ยังทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น สุดท้ายก็จะถูกขับถ่ายออกมาจากร่างกาย จึงเป็นที่มาของคุณสมบัติพิเศษจากถั่วขาวที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้โดยที่ไม่ต้องอดอาหาร
    
สารสกัดจากถั่วขาวเป็นวัตถุดิบที่ทั่วโลกยอมรับที่จะนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่ม อาหาร และอาหารเสริมต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก แต่อย่างไรก็ตามขอให้สารสกัดจากถั่วขาวเป็นเพียงตัวช่วยตัวหนึ่งเท่านั้นนะคะ เพราะคุณ ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่อย่างสมดุล ไม่มากไม่น้อยเกินไป และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่นจะทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักและรูปร่างให้ดูดีได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 20:48     Forum: บทความดีๆ  >  สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia)

 

ยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย:
Inhibit the accumulation of excess fat
 
สารสกัดจากส้มแขก ได้มีการค้นพบว่า สารสกัดจากผลส้มแขกที่เรียกกันว่า “กรดไฮดรอกซีซิตริก” (Hydroxy Citric Acids : HCA) มีคุณสมบัติยับยั้งการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกายและลดความอยากอาหารอย่างได้ผลโดยไม่มีผลข้างเคียงของขบวนการเผาผลาญอาหารตามธรรมชาติในร่างกาย เนื่องจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็นกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานสะสมในรูปไขมันไกลโคเจน เพื่อให้พลังงานทันทีที่ร่างกายต้องการ ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนไปเป็นเยื่อไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
 
เมื่อรับประทานส้มแขกเข้าไปกรดไฮดรอกซีซิตริคในส้มแขกจะไปลดการสังเคราะห์กรดไขมันสะสม จึงสามารถช่วยลดระดับของแป้ง ไขมันส่วนเกินและครอเรสเตอรอล/ไขมันในเส้นเลือดในร่างกาย เหตุนี้เองส้มแขกจึงเป็นคำตอบของการลดความอ้วนโดยธรรมชาติ
 
ส้มแขกมีชื่ออื่น ๆ ได้แก่ มะขามแขก ชะมวงช้าง ส้มมะวน ส้มควาย ส้มพะงุน อาแซกะลูโก
 

สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia cambogia) หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าสารเอชซีเอ (HCA) แท้ที่จริงแล้วก็คือสารเคมีจากธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีชื่อเต็มๆ ว่า สารไฮดร๊อกซีซิตริคแอซิด (Hydroxy Citric Acids) ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน และสามารถสกัดได้จากส่วนของเปลือกผลส้มแขกพันธุ์การซิเนียแคมโบเกีย (Garcinia cambogia)
 
สาร  HCA หรือสารสกัดจากผลส้มแขกนั้นจะยับยั้งเอนไซม์ที่เร่งการสะสมไขมัน ที่มีหน้าที่เปลี่ยนกลูโคสให้กลายเป็นไขมันสะสม เอนไซม์นี้มีชื่อว่า ATP Citrate Lyase 
 
กลไกการออกฤทธิ์ของ HCA จะออกฤทธิ์โดยการไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb's cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคส ของเซลล์ร่างกาย)
  • ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาลจากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย
  • ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และเมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล
  • ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกัน
  • ก็จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ
  • ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ
  • ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผล
  • ไปกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน
  • ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลงซึ่งจะมีผลทำให้รูปร่างดีขึ้น


 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 20:21     Forum: บทความดีๆ  >  ทำสวยด้วยการ "ร้อยไหม" อย่าลืมกลัวเรื่องอันตราย!!

การร้อยไหมนั้น ตอนนี้จะมี  2 แบบ ตามวัสดุที่ใช้ คือ...ร้อยไหมทองคำ ร้อยอยู่ใต้ผิวหนัง ร้อยเพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน ซึ่งหากใต้ผิวหนังบริเวณใบหน้ามีคอลลาเจนเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้หน้าเต่งตึง โดยไหมทองคำนี้ร้อยแล้วจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปตราบนานเท่านาน

แต่ค่าใช้จ่ายในการร้อยไหมทองทำก็จะสูง จะอยู่ที่เส้นละ 10,000–100,000 บาท ตามแต่ความหนาของเส้นไหมทองคำที่ใช้  ซึ่งการร้อยส่วนใหญ่มักจะใช้ประมาณ 20 - 30 เส้น ก็จะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท โดยราคาสูงสุดเท่าที่เคยทราบคือ 5,000,000 บาท และ...ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอีก

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังรายนี้ ระบุว่า...เส้นไหมทองคำนี้จะไม่ละลาย หากต้องมีการเอกซเรย์บริเวณใบหน้าเพราะเจ็บป่วยอะไร ก็จะเห็นแต่เส้นทองคำ ทำให้การตรวจวินิจฉัยการเจ็บป่วยทำได้ยาก

“และหากต้องเข้าเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ จะไม่สามารถทำได้ เพราะตัวเส้นทองจะร้อน และสั่นสะเทือน อาจทำให้ผิวบริเวณที่ร้อยไหมเกิดการไหม้ และมีโอกาสที่ใบหน้าจะผิดรูปได้” 

สำหรับการร้อยไหมอีกแบบ พญ.ณิชนันทน์ บอกว่า...คือ ’ร้อยไหมละลาย“ ซึ่งไหมที่ใช้เป็นการพัฒนามาจาก “ไหมละลาย” ที่ใช้เย็บหลอดเลือดหัวใจ เป็นเส้นใยโพลิเมอร์สังเคราะห์ ซึ่งก็จะมีทั้งประเภทที่เรียกว่า ไหมละลายพีดีโอ (polydioxanone : PDO) โดยประเภทนี้ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดออกไปจากร่างกายจนหมดได้ภายในเวลาประมาณ   6 เดือน และอีกประเภทคือ ไหมละลายพีจีเอ (Polyglycolic Acid : PGA)  ซึ่งระยะเวลาที่ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดออกจากร่างกายจนหมดจะนานกว่า คือประมาณ 8-10 เดือน และการใช้อาจจะมีอาการบวมแดง จึงได้รับความนิยมจากแวดวงคนชอบทำสวยด้วยการร้อยไหมน้อยกว่าประเภทแรก   

แพทย์คนเดิมยังแจกแจงอีกว่า... การร้อยด้วยไหมละลาย ก็จะมีการร้อย 2 ลักษณะ คือ

1. ร้อยกระตุ้นคอลลาเจน เหมือนไหมทองคำ ร้อยเข้าไปอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน และอิลาสติน

2. ร้อยชั้นไขมันกับชั้นใต้ผิวหนังให้ยุบเข้าหากัน เป็นการแก้ปัญหาคาง   2 ชั้น หรือทำให้หน้าที่หย่อนกระชับขึ้น แต่ลักษณะหลังนี้การกระตุ้นเซลล์ผิวอิลาสตินจะน้อยกว่าลักษณะแรก ซึ่งก็แล้วแต่แพทย์ที่ดำเนินการว่าจะใช้เทคนิคลักษณะไหน ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์แต่ละคน และยังต้องดูสภาพคนที่จะทำเป็นหลักด้วย

’ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้เหมือนกันหมด!!“

 

กับเรื่องค่าใช้จ่ายในการร้อยไหมละลาย แพทย์คนเดิมระบุว่า... อยู่ที่เส้นละ 500–2,500 บาท ส่วนใหญ่จะใช้ 10 เส้นขึ้นไป กรณีจะแก้แก้มเล็กข้างเดียวก็อาจจะใช้   5 เส้น ก็ขึ้นอยู่กับแพทย์ และสภาพ ซึ่งน้อยไปก็ไม่มีผล แต่ถ้ามากไปก็ไม่ดี อย่างไรก็ตาม การร้อยไหมละลายนี้ เข้าเครื่องเอ็มอาร์ไอได้ไม่มีปัญหา และหลังร่างกายกำจัดออกจากร่างกายจนหมดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรีบทำใหม่ ซึ่งคอลลาเจนนั้นส่วนใหญ่จะถูกทำลายด้วยแสงแดด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ถ้ารักษาสุขภาพดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คอลลาเจนก็จะอยู่ได้นาน

’อยากแนะนำคนที่อยากทำคือ ให้ดูก่อนว่าคนที่จะทำให้เป็นหมอจริงหรือเปล่า จบมาหรือเปล่า ซึ่งถ้าจริงก็ต้องขอดูหลักฐานได้ และขอดูผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่จะใช้ ซึ่งก็ดูยากอยู่ แต่ก็ควรขอดู เช่นถ้าเป็นของนำเข้าถูกกฎหมาย ที่กล่องจะมีใบเลขลอตแปะอยู่“ ...พญ.ณิชนันทน์ แนะนำไว้ประมาณนี้

ณ ที่นี่ก็นำข้อมูลมาสะท้อนไว้ให้ลองพิจารณา

และขอย้ำ ’ทำสวยอย่าลืมกลัวเรื่องอันตราย!!“

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 19:59     Forum: บทความดีๆ  >  CoEnzyme Q10 เร่งเตาเผาของร่างกาย

 Coenzyme Q10 (CoQ10) คืออะไร ?

 

เซลล์เป็นโครงสร้างที่สำคัญมากที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แต่ละเซลล์มีองค์ประกอบและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยการนำสารอาหารเข้าไปและเปลี่ยนสารอาหารให้กลายเป็นพลังงานเพื่อความอยู่ รอดของเซลล์นั้นๆ
ในการสร้างพลังงานนั้นจะเกิดขึ้นบริเวณเซลล์ในส่วนที่เรียกว่า “ไมโตครอนเดรีย (Mitochondria)” ดังนั้นถ้าเซลล์ได้รับพลังงานไม่เพียงพอก็จะทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ตัวอย่างเช่น หากเซลล์หัวใจไม่ได้รับพลังงาน หัวใจก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ตามปกติ หรือหากเซลล์ผิวหนังไม่มีพลังงานก็จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ดังนั้นพลังงานระดับเซลล์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเรา เมื่อเรามองเห็นถึงความสำคัญของพลังงานระดับเซลล์แล้วก็จะเกิดคำถามว่าแล้ว เราจะทำให้มีการผลิตพลังงานระดับเซลล์ได้อย่างสมบูรณ์อย่างไร ซึ่งคำตอบคือ “โคเอ็นไซม์คิวเท็น”


CoQ10 เป็นสารซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในไมโตคอนเดรีย(Mitochondria) ซึงไมโตคอนเดรียนี้ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์โดยพลังงานดังกล่าวจะอยู่ในรูป ATP(Adenosine triphosphate) ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานของเซลล์ หน้าที่หลักของ CoQ10 คือช่วยในการเร่งปฏิกิริยาผลิตพลังงานภายในร่างกายทั้งหมด

Coenzyme Q10 (CoQ10) มีประโยชน์อย่างไร ?

ในปัจจุบันพบว่า CoQ10 มีประโยชน์อย่างมากทั้งในเรื่องของการเป็นสารที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ มากมาย (แต่ในที่นี้จะขอกล่างถึงเฉพาะประโยชน์ทางด้านความสวยความงาม)

  • โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด Cardiovascular disease

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ (Congestive Heart Failure)

  • ความดันโลหิตสูง(Hypertension)

  • กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง, หัวใจโต (Cardiomyopathy)

  • มะเร็ง (Cancer)

ลดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง (Anti-aging/Skin care)

ผิวหนังมีหน้าที่ในการป้องกันสารพิษ เชื้อโรค และรังสีอัลต้าไวโอเลต(Ultraviolet) จากแสงอาทิตย์ โดยรังสีอัลตร้าไวโอเลตนี้มี 2 ชนิด คือ UVA และ UVB แต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยจะเป็นรังสี UVA โดย UVA สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ และจะเริ่มต้นในการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการออกซิเดชั่น (Oxidation) อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนี้ก็จะทำอันตรายต่อไขมัน โปรตีน และสารพันธุกรรม(DNA) ในเซลล์ผิวหนัง รวมถึงทำให้เกิดการทำลายของ คอลลาเจน(Collagen) และโครงสร้างอื่นๆของผิวหนัง สูญเสียความยืดหยุ่น ขาดความกระชับเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำ CoQ10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant) โดยจะไปป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่จะทำให้อนุมูลอิสระซึ่งจะทำอันตรายต่อผิวหนัง นอกจากนี้ CoQ10 พบมากที่ผิวหนังชั้นนอก(Epidermis) มากกว่าที่ผิวหนังชั้นใน(Dermis)ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรังสี UVA จึงเป็นข้อดีอีกประการที่จะช่วยขจัดอนุมูลอิสระ(Free radical) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหมองคล้ำ


นอกจากหน้าที่ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของผิวแล้ว Coenzyme Q10 คิวเท็นเปรียบเสมือนแหล่งผลิตพลังงานให้กับเซลล์ผิวหนัง หากเซลล์ผิวหนังได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติก็จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร


มีงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของ CoQ10 ต่อการลดริ้วรอยมากมายว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง เช่นการศึกษาของ Gerson Unna พบว่าภายหลังที่กลุ่มทดลองได้รับ CoQ10 ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ ริ้วรอยลดลงกว่า 27% และเมื่อได้รับ CoQ10 ต่อไปเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ริ้วรอยลดลงกว่า 43%

เหตุใดจึงต้องทาน Coenzyme Q10 คิวเท็น ในรูปของอาหารเสริม ?

แม้ว่าเราสามารถสังเคราะห์ Coenzyme Q10 ได้เองที่ตับ ประกอบกับยังได้รับจากอาหารที่รับประทาน ซึ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน เครื่องในสัตว์ ไข่ ถั่วเปลือกแข็ง ข้าวกล้อง และงา ซึ่งจะให้ Q10 สูง แต่ด้วยกระบวกการผลิต แปรรูป ปรุงอาหาร ด้วยความร้อน แสง และอากาศ จะทำให้ Q10 เสื่อมสลายไม่พอเพียงต่อความต้องการ


แต่จะสร้าง Coenzyme Q10 จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น มากกว่า 20ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ทำให้ปริมาณ โคเอนไซม์ Q10 ในร่างกายลดลงได้อีก เช่น ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม การพักผ่อนไม่เพียงพอ การได้รับยา หรือสารเคมี แม้แต่ความเครียด ก็ล้วนแต่มีผลทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ Q10 ในร่างกายลดลงทั้งสิ้น

ขนาดรับประทาน

วันละ 10-30 มก.ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกายและวัย

 


 

Blue Change นวัตกรรมใหม่ คอลลาเจนลด นน. 1 ซอง ประกอบด้วย 

 

คอลลาเจนจากปลาทะเล ( Hydrolyzed Fish Collagen)      3,000 มก

แอปเปิ้ลไฟเบอร์ ( Apple Fiber)                      3,000 มก

สารสกัดจากถั่วขาว ( White Kidney Bean Extract)         500 มก

กลูตาไทโอน ( Glutathione)                          250 มก

สารสกัดจากชะเอม ( Licorice Gaba Polyprenol)          100 มก

สารสกัดจากบรีเวอร์ยีสต์ ( Eatless)                        100 มก

แอลคานีทีน ( L-Carnitine)                          100 มก

โคเอนไซม์คิวเทน ( Coenzyme Q10)                       30 มก

สารสกัดจากส้มแขก ( Garcinia)                          50 มก

สารสกัดจากเปลือกสน ( Pine Bark Extract)                50 มก

สาหร่ายแดง ( Astaxanthin)                            4 มก

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 19:51     Forum: บทความดีๆ  >  กลูต้าไธโอน (Glutathione) ทำให้ผิวขาวขึ้น

 กลไกการออกฤทธิ์ของกลูต้าไธโอน ที่ทำให้ผิวขาวขึ้น

 

glutathione_1


การที่ผิวขาวขึ้นนั้นเกิดจากกระบวนการสร้างเมลานิน โดย Glutathione ไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และกระตุ้นให้สร้าง Phaeomelanin (สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่า Eumelanin (เมลานินสีคล้ำ) ผลของ Glutathione ในเรื่องความขาวก็ต้องขึ้นกับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วก็เห็นผลไว แต่หากมีสีผิวคล้ำเดิมต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนใหม่ และเซลล์ผิวเก่าที่มีสีคล้ำผลัดหมดก่อน หากคล้ำมากอาจใช้เวลาเป็นปี


โดยสรุปแล้วผลของกลูต้าไธโอนทำให้ผิวขาวขึ้นได้ค่ะ

 

 

 

เกรดที่เราเลือกใช้เป็นแบบ reduce ทำให้ทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสูง 

 

ดีกว่าการฉีดกลูต้าเข้าร่างกาย เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง 

 

สำหรับกลูต้าท้องตลาดทั่วไป ไม่ทนต่อความเป็นกรด จึงถูกทำลายไปกว่า 60% จึงไม่คุ้มค่าในการทาน

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 16:26     Forum: บทความดีๆ  >  คนยุคใหม่มีลูกยากขึ้น เพราะเทคโนโลยี

  คนยุคใหม่มีลูกยากขึ้น ซึ่งก็มีการตั้งคำถามว่า ใครที่เป็น ปัญหา ผู้หญิงหรือผู้ชายมากกว่ากัน คำตอบ คือเท่าๆกัน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ 40-40 หมายถึง ผู้หญิงเป็นสาเหตุประมาณ 40% ผู้ชาย 40% และเป็นปัญหาของทั้งคู่ประมาณ 10% อีก 10% คือไม่ทราบสาเหตุ

 
 
 


สาเหตุอันดับ ที่ทำ ให้ผู้หญิงมีบุตรยาก คือ ช็อกโกแลต ซีสต์” หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ซึ่งเกิดจากการที่เลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ คือ แทนที่เลือดจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ อาจจะมีเลือดประจำเดือนส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่ จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป ถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ จนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีสีเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า ช็อกโกแลต ซีสต์ พบบ่อยในผู้หญิงวัย 30-50 ปี นอกจากนี้ผู้หญิงบางคนอาจมีภาวะของฮอร์โมนที่ผิดปกติ คือ มีฮอร์โมนเพศชาย ที่เรียกว่า แอนโดเจนสูงกว่าปกติ ทำให้ไข่ไม่ตกหรือตกผิดปกติ อีกอย่างคือผู้หญิงสมัยนี้แต่งงานช้า ซึ่งถ้าอายุเกิน 35 ปี โอกาสการมีบุตรก็จะยากกว่าคนที่อายุน้อยๆ


ส่วนสาเหตุในผู้ชายมีหลายสาเหตุ บางครั้งก็มาจากภาวะที่น้ำเชื้อมีปริมาณน้อย คุณภาพไม่ปกติ อสุจิที่แข็งแรงหรือเป็นตัววิ่งน้อยกว่าปกติ หรืออสุจิมีรูปร่างที่ผิดปกติ ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ความอ้วน และที่พบมากในช่วงหลังๆนี้ คือ การได้รับความร้อนหรือรังสีที่บริเวณอัณฑะเป็นเวลานาน เช่น การวางโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ที่มีรังสีและความร้อนไว้บนหน้าตักเป็นเวลานานๆ หรือแม้แต่การขับรถนานๆ เช่น คนที่มี อาชีพขับรถแท็กซี่ ที่มีการหนีบถุงอัณฑะอยู่ตลอดเวลา คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีการกระแทกบริเวณอัณฑะ ทำให้การผลิตอสุจิมีความผิดปกติได้

 


 


งานวิจัยของ ดร.เรนี ชามูล และคณะจาก มหาวิทยาลัยควีนส์ ประเทศอังกฤษ พบว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMW) ที่แพร่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับฮอร์โมนเพศชาย โดยพบว่าผู้ชายที่ใช้โทรศัพท์มือถือมีระดับการหมุนเวียนของฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนสูง แต่กลับมีลูทีไนซิง ฮอร์โมน หรือ LH ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญต่อการเจริญพันธุ์ที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมาต่ำ

ส่วนหนึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แพร่กระจายออกมาจากโทรศัพท์มือถืออาจมีผลต่อระดับฮอร์โมนเพศชายและการเจริญพันธุ์ โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจเพิ่มจำนวนเซลล์ในส่วนที่ผลิตเทสโทสเตอโรน แต่ลดระดับแอลเอช ทำให้กระบวนการแปลงเทสโทสเตอโรนปกติให้เป็นฮอร์โมนที่มีศักยภาพในการผลิตอสุจิและความสามารถในการเจริญพันธุ์ลดลง เช่นเดียวกับรายงานทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊กต่างๆ มีส่วนทำให้จำนวนอสุจิของเพศชายลดลงประมาณ 10-20%

นอกจากนี้ ภาวะความเครียด ไม่ออกกำลังกาย การติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศท่อปัสสาวะอักเสบ มีประวัติการถูกกระแทกอย่างแรงบริเวณอัณฑะ ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการมีบุตรยากแทบทั้งสิ้น


ลงประกาศฟรี

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 14:18     Forum: บทความดีๆ  >  อนุมูลอิสระคืออะไร

ปัจจุบันนี้มีคนพูดถึงคำ ๆ นี้กันมาก เพราะเจ้าสารตัวนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นต้นตอของปัญหาที่เลวร้ายทั้งหลายภายในร่างกายคนเรา ไม่ว่าโรคหัวใจ  โรคมะเร็ง  ความแก่  ความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ จะเห็นว่ายาบำรุงหรือสารอาหาร เครื่องสำอางต่าง ๆ เช่น  จะบอกว่ามีส่วนผสมของวิตามินอี ซึ่งจัดเป็น  antioxidant  ที่สำคัญตัวหนึ่งเอาไว้คอยป้องกันผลเสียอันเกิดอนุมูลอิสระนั้นเอง

 

 

 


แล้วอนุมูลอิสระมาจากไหน  และเกิดขึ้นได้อย่างไร?  คำตอบก็คือ  ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย  เกิดผลพลอยได้ (น่าจะเรียกว่าพลอยเสียมากกว่า)  คือ ออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ (free radicals) สารตัวนี้นอกจากจะรวมตัวกับ LDL ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกายเรา แล้วก่อให้เกิดเป็นสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์   ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพ ไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด  ฟังดูแล้วน่ากลัวทีเดียว

ที่สำคัญอาหารที่มักจะเป็นต้นตอของอนุมูลอิสระมักจะเป็นของโปรดของหลายๆ ท่าน คืออาหารพวก ปิ้ง  ย่าง  เผา  พวกเนื้อกรอบ  เกรียมไหม้  ซึ่งก็ต้องพยายามลด  ละ  เลิก  กันเอาเอง  

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 00:40     Forum: บทความดีๆ  >  เป็นหวัดง่าย ป่วยบ่อย สเต็มเซลล์ช่วยได้ไหม

ลูกค้า : เรียนถามมาว่า. ลูกเป็นหวัดบ่อย. และไม่สบายบ่อยมากๆๆค่ะ. อายุ 3 ขวบครึ่งค่ะ. สเต็มเซลล์ช่วยได้ไหมค่ะ  ถามเผื่อผู้ใหญ่ด้วยเลยค่ะ ถ้าเป็นหวัดบ่อย และป่วยบ่อย สเต็มเซลล์ก็จะช่วยได้เหมือนกันไหมค่ะ


คุณหมอตอบ :
ไข้หวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ในเด็กเล็กมักจะเป็นเฉลี่ยเดือนละครั้ง และในผู้ใหญ่ปกติมักเป็นเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง สาเหตุก็เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 ชนิด ที่ทำให้เกิดไข้หวัดได้ และแต่ละชนิดก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเรื่อย พออายุมากขึ้นเด็กเริ่มมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น การป่วยเป็นไข้หวัดก็จะน้อยลงและห่างออกไป
 
การดูแลรักษาเบื้องต้น
1.)ไม่มียารักษาเฉพาะ หากมีไข้ก็ให้ยาลดไข้ Pacetamol ห้ามให้แอสไพรินทร์
2.)ให้พักและดื่มน้ำมากๆ
3.)ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
 
หลักการดูแลของสเต็มเชลล์ คือการเสริมสร้าง ลิมโฟไซต์ : ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายเกิดขึ้นมา. แบ่งเป็น 2 ชนิดที่มีจำนวนเพิ่มปริมาณขึ้นมาปกป้องร่างการจากเชื้อไวรัสต่างๆ คือ
 
เซลล์ลิมโฟไซต์ แบ่งเป็นชนิดเซลล์ที(T-cell) และชนิดเซลล์บี (B-cell)
เมื่อเชลล์ทั้ง 2 ทำงานอย่างเพียงพอต่อการป้องกันได้ อาการต่างๆจะลดลงเองได้ครับ
 
 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 00:32     Forum: บทความดีๆ  >  Stem Cell มีกี่ประเภทในปัจจุบัน

 

ฉีด ทา กิน

  • ต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง
  • เห็นผลใน 24 ชั่วโมง
  • ได้ผลทุกส่วนของร่างกาย

  • ใช้ได้ทั่วไป
  • เห็นผลใน 15 - 45 วัน
  • ได้ผลเฉพาะจุดที่ทา

  • ใช้ได้ทั่วไป
  • ราคาถูก
  • เห็นผลใน 7 วัน
  • ได้ผลทุกส่วนของร่างกาย
  • นวัตกรรมใหม่ล่าสุด
  • ได้ผลใกล้เคียงแบบฉีด
  • ปลอดภัย 100%
ราคาแพงมาก หลัักแสน-ล้าน ราคาสูง หลักพัน-หมื่น ราคาย่อยเยาว์ หลักพันต้นๆ

 

 

 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 00:27     Forum: บทความดีๆ  >  Pine Bark Extract

 Pine Bark Extract สารสกัดที่ได้จากเปลือกสนมาริไทม์ใน ชื่อ พิกโนจีนอล ( Pycnogenol) มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

       - ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราได้ ตลอดเวลาเกิดจากการหายใจ
       - ลดการอักเสบ ปอดบวม
       - ขจัดไขมันตัวร้าย คลอเรสเตอรอล LDL
       - ยับยั้งการสลายของคอลลาเจน และอีลาสติน
       - ยับยั้งการทำงานของเม็ดสีผิวที่ผิดปรกติ ลดฝ้า กระ
       - ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดขอด และการอุดตันของลิ่มเลือด
       - ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น
       - ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ แขนขาลีบและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
 
 
 

 userfiles/profile-picture/59c0ad85-5e83-459e-9846-4bf8b208415f/logo1.jpg

Post : 08/01/2014 00:25     Forum: บทความดีๆ  >  Grape Seed Extract

 Grape Seed Extract มีความบริสุทธิ์ OPC สูงถึง 95% มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง มากกว่าวิตามินซี 20 เท่า มากกว่าวิตามินอี 50 เท่า

       - ยับยั้งการสลาดของคอลลาเจน และอีลาสติน

       - ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส ลดฝ้าและกระ 
 
       - บรรเทาอาการมือและเท้าชา รักษาเส้นเลือดขอด
 
       - ช่วยเรื่องสมอง และความจำ
 
       - ชะลอความเสื้อมของโรคจอประสาทตาเสื่อม และโรคต้อกระจก
 
       - หลับลึกขึ้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ
 
       - ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดแข็งแรง จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ
 
 

1 | 2 다음 끝